สองสามวีคที่ผ่านมา มีโรงเรียนแห่งหนึ่งเป็นข่าวดังเกี่ยวกับการออกแบบกิจกรรมที่ส่งเสริมจริยธรรมด้วยวิธีที่ค่อนข้างพิสดาร ออกแนวรุนแรงสักหน่อย (ให้นักเรียนคาบรองเท้า)

ซึ่งจริงๆ แล้ว กิจกรรมนี้ถูกจัดอย่างต่อเนื่องมาสิบกว่าปีแล้ว เพียงแค่โลกยุคนี้ไม่เหมือนยุคก่อน ที่เด็กมีการตั้งคำถามกันมากขึ้น และคนทุกคนมีสิทธิเป็นผู้สื่อข่าวผ่านเครื่องมือสื่อสารในมือของตัวเอง ทำให้กลายเป็นข่าวดังและเกิดการตั้งคำถามจากสังคมมากมาย

เราคงไม่มาลงรายละเอียดในสถานการณ์นี้ว่าใครผิดถูก แต่อยากจะชี้ให้มองว่า เราได้อะไรจากเหตุการณ์นี้บ้าง

#1 เรื่องแรกคือ แอดมินไม่ค่อยเชื่ออีกต่อไปแล้ว ว่าการใช้ความรุนแรง ไม่ว่าจะทั้งทางร่างกาย วาจา และการทำร้ายจิตใจ คือทางเดียวที่สามารถช่วยให้ใครบางคนบรรลุเป้าหมายได้ มนุษย์เป็นสัตว์สังคม พวกเราสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน พูดคุยกันด้วยเหตุผล เพื่อนำไปสู่เป้าหมายร่วมกันของแต่ละฝ่ายได้ ไม่ง่ายหรอกนะ แต่ก็ไม่ได้ยากขนาดนั้น มันเป็นทักษะพิเศษของมนุษย์อยู่แล้ว แค่ต้องฝึก

#2 จำเลยของสถานการณ์นี้ คือ โรงเรียน และคุณครู ที่ปล่อยให้ทีมนำกิจกรรม ก่อปัญหาขึ้นมาได้ แต่ต้องลองกลับไปที่จุดประสงค์ของการเกิดกิจกรรมนี้ก่อน เชื่อว่ามันคงเป็นเจตนาดี ที่อยากสอนอะไรบางอย่างให้เด็กๆ เพียงแต่ มันอาจจะไม่ถูกต้องในสายตาใครหลายๆ คน

#3 ในฐานะ พ่อแม่ ผู้ปกครอง หากเรื่องนี้ เกิดกับลูกหัวแก้วหัวแหวนของคุณจริงๆ คุณจะรู้สึกอย่างไร โกรธหรือเกลียดโรงเรียนไหม แต่เชื่อเถอะว่า ต่อให้ลูกของคุณต้องเผชิญเหตุการณ์นี้จริงๆ พวกเขาจะไม่เจ็บปวด หรือถูกทำร้าย ได้มากเท่ากับที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ทำกับลูกหรอก

– เคยทะเลาะกันต่อหน้าลูกไหม
– หันหน้าหนี ตอนลูกเดินเข้ามาขอเล่นด้วยหรือเปล่า
– ลงโทษลูก โดยไม่อธิบายให้เข้าใจ ว่าเขาผิดอะไร
– ไม่สอน หรือตักเตือน เมื่อลูกทำไม่ถูกต้อง
– เลี้ยงลูกด้วย Tablet / iPad
– ยัดตารางเรียนให้ลูกจนแน่นไปหมด
– หรือแม้แต่ การตามใจลูกทุกอย่าง

ดีใจด้วย หากคุณไม่ได้ทำร้ายลูกขนาดนั้น แต่สิ่งที่กำลังจะบอก คือ ในฐานะ พ่อแม่ ที่รักลูกสุดหัวใจ ทำไมต้องไปฝากความหวังไว้ที่คุณครูหรือโรงเรียนขนาดนั้นล่ะ

เราอาจจะได้ยินเรื่องครูสอนเช้าชามเย็นชาม ครูห่วงผลงาน ไม่ตั้งใจสอน แต่ความเป็นจริง มีครูอีกมากมายมหาศาล ที่เป็นครูเพราะรักในอาชีพจริงๆ เพราะฉะนั้น ลูกคุณมีสิทธิเจอคุณครูที่ดีนะ ต้องคิดแบบนี้ก่อน

เพียงแต่ อุตสาหกรรมการศึกษามันก็มีข้อจำกัดของมัน คุณครู 1 คน อาจต้องดูแลเด็กๆ 40 – 50 คน เพราะจะนั้น พ่อแม่อย่างเรา จะเอาแต่ฝากความหวังในการพัฒนาลูกของคุณไว้กับคุณครู หรือโรงเรียนไม่ได้

พ่อแม่และคุณครูต้องทำงานร่วมกัน

อยู่บ้าน หน้าที่ในการสั่งสอน อบรมดูแล ก็ต้องเป็นของพ่อแม่ ลูกเป็นเด็กมีความรับผิดชอบไหม วุฒิภาวะ และการจัดการอารมณ์เป็นอย่างไร

อยู่ที่โรงเรียน คุณครูก็ทำหน้าที่ของคุณครูไป สอนวิชาการ มารยาท ระเบียบวินัย

และต้องมีการสื่อสารกันตลอดระหว่างคุณครูกับพ่อแม่ ไม่ใช่รอวันพบผู้ปกครองเพียงอย่างเดียว (หากธรรมเนียมเขาไม่ปฏิบัติ เป็นหน้าที่พ่อแม่ ที่ต้องสร้างธรรมเนียม “เม้ากับครู” ให้เกิดขึ้น)

อาจเป็นเรื่องใหม่ของบ้านเราสักหน่อย สำหรับคำว่า “ห้องเรียนพ่อแม่” แต่ในต่างประเทศ ที่ระบบการศึกษานำเราไปหลายขุมนั้น บ้านและโรงเรียนทำงานกันอย่างแข็งขันมาก

และนี่เป็นสิ่งที่ Talent U ตั้งใจทำมากๆ เช่นกัน สำหรับ “ห้องเรียนพ่อแม่” หากสนใจจะเป็นพ่อแม่ที่เป็น Master แห่งการสื่อสารกับ “ลูกของคุณเอง” และรู้วิธีในการพัฒนาเขาให้เติบโตในแบบที่เขาควรจะเป็น

X